Can-Am ผู้ผลิตมอเตอร์ไซค์สามล้อชื่อดัง เปิดตัว 2017 Can-Am Spyder F3-S ซึ่งตัว S ที่ต่อท้ายรหัสนั้น สื่อถึงบุคลิคโฉบเฉี่ยวปราดเปรียวเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น โดยสำหรับโฉมล่าสุดที่เปิดตัวมีฟังก์ชั่นพิเศษเพิ่มขึ้นมาเพื่อความมันส์มือมากยิ่งขึ้นสำหรับผู้ขับขี่นั่นคือ Sport Mode สำหรับ Sport Mode ที่เพิ่มเข้ามานั้น คือโหมดที่จะอณุญาติให้ผู้ขับขี่สามารถควบคุมอัตราการยึดเกาะของล้อหลังได้ หรือสรุปง่ายๆก็คือ โหมดที่คุณสามารถดริฟท์ได้นั่นเอง โดยโหมดนี้จะสามารถควบคุมการเปิดปิดได้โดยตัวผู้ขับขี่เอง และทันทีที่ระบบทำงาน ก็จะมีการแสดงผลในส่วนของระยะเวลาการทำงานของระบบขึ้นมาที่หน้าจออีกด้วย ขุมพลัง 2017 Can-Am Spyder F3-S เป็นเครื่องยนต์ ROTAX โดยเป็นเครื่องแบบ 3 สูบเรียง ขนาด 1,330cc มีแรงม้าสูงสุด 115 แรงม้า ที่ 7,250 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 130 นิวตันเมตร ที่ 5,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังด้วยเกียร์ 6…
Author: admin
Suzuki Intruder คันนี้ ถือเป็นรถครุยเซอร์คันนี้ถูกตกแต่งพิเศษ โดยสำนักแต่ง Vilner จากประเทศบัลแกเรีย ที่โดดเด่นในเรื่องของการออกแบบชุดพาร์ทแต่งเพื่อติดตั้งในรถยนต์มาแล้วหลายรุ่นด้วยกัน และนี่การนำรถมอเตอร์ไซค์มาทำการตกแต่งเป็นครั้งแรกของพวกเค้า แนวคิดการตกแต่งในครั้งนี้คือการแสดงถึงความเป็นสุนทรีย์ และมีศิลปะ โดยจะไม่ทำการเปลี่ยนหรือสร้างพาร์ทขึ้นใหม่ แต่จะอาศัยการพ่นสีเพื่อสร้างลวดลายใหม่ตามชุดพาร์ทต่างของตัวรถถึง 6 ชั้นแทน ซึ่งจุดเด่นหรือไฮไลท์จะเป็นการใช้แปรงแบบพิเศษเพื่อสร้างลวดลายสนิมจากสีที่มีส่วนผสมของทองแดงแท้ๆ ตัดด้วยสีน้ำเงินคราม เพื่อความสวยงามและแฝงความย้อนยุคไปในตัว ในส่วนของเบาะนั่งและปลอกแฮนด์ถูกหุ้มใหม่ โดยใช้หนังที่ตัดเย็บลวดลายพิเศษ โดยจะมีจุดเด่นคือการพิมพ์ลายกะโหลกวัว และสัญลักษณ์ตัว “V” อันเป็นสัญลักษณ์ประจำสำนัก โดยใช้สีที่ใช้ฟอกนั้นเป็นสีที่ผลิตขึ้นจากผัก เพื่อให้ได้สีที่ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด และแน่นอนว่ามันเป็นงานที่ทำขึ้นด้วยมือ สำหรับรถที่นำมาตกแต่งนั้นคือเจ้า Suzuki Intruder M1500 (Boulevard M90) ปี 2012 โดยเป็นรถครุยเซอร์ ที่ใช้เครื่องยนต์แบบ V-Twin ขนาด 1,462cc มีแรงม้าสูงสุด 68 แรงม้า ที่ 4,800 รอบ/นาที และแรงบิดสูงสุด 115 นิวตันเมตร ที่…
Royal Enfield ได้ทำการเปิดตัวรถที่ได้รับการตกแต่งเป็นพิเศษเพื่อเข้าร่วมจัดแสดงในงาน Wheels and Waves festival 2016 ซึ่งนับเป็นครั้งที่ 4 แล้วสำหรับงานครั้งนี้ โดยทางค่ายได้ส่งมาทั้งหมด 2 โมเดลด้วยกันได้แก่ Royal Enfield Mo’Powa’ รถมอเตอร์ไซค์ทรงทหารสงครามโลกพ่วงระบบเทอร์โบชาร์จ และ Dirty Duck รถแต่งแนวลุยๆ เพื่อการใช้งานที่สมบุกสมบันมากขึ้น เริ่มจาก Mo’Powa’ ใช้พื้นฐานตัวรถจากรุ่น Classic 500 โดยมีจุดเด่นในการตกแต่งครั้งนี้คือระบบเทอร์โบชาร์จที่ติดตั้งเสริมเข้าไปเพื่ออัดอากาศเข้าไปในห้องเผาไหม้ก่อนที่จะจ่ายน้ำมันด้วยระบบหัวฉีด ,ท่อไอเสียถูกออกแบบเป็นงานเฉพาะเช่นกันจากสำนัก Harris Performance ,โช๊คอัพหลังจาก K-tech, ยางหน้าหลังแบบกึ่งหนามรุ่น TKC70 จาก Contineltal, และสวิทช์สตาร์ทสไตล์ทหาร พร้อมสาดเฉดสีและลายพิเศษ จนได้รับฉายาว่า “a Dragster-meet-Mad Max motorcycle” ต่อกันด้วย Dirty Duck ที่ใช้พื้นฐานจาก Continental…
ภาพที่เห็นอยู่นี้คือภาพร่างในสิทธิบัตรใบใหม่ที่ Ducati แจ้งจดขึ้นมา โดยล้อที่เห็นอยู่นี้เป็นล้อแบบใหม่ที่ออกแบบโดยผู้บริหารระดับ CEO ของค่ายนี้เอง Claudio Domenicali คือชื่อที่ในเวลาปกติผู้คนจะรู้จักเค้าในนามของผู้บริหารสูงสุดของ Ducati แต่ในอีกความสามารถหนึ่งนอกจากการบริหารบริษัทยักษ์ใหญ่รายนี้แล้ว เค้ายังเป็นวิศวกรและนักประดิษฐ์อีกด้วย และในครั้งนี้เค้าได้ออกแบบล้อแบบใหม่ขึ้นมา โดยมีลักษณะพิเศษคือบริเวณแกนกลางของล้อจะใช้วัสดุที่มีความยืดหยุ่น? เพื่อแก้ไขปัญหาล้อสับขณะเทโค้ง? สิทธิบัตรใบนี้ถูกจดขึ้นในกลุ่มประเทศยุโรป อเมริกา และจีน โดยมีคำอธิบายคร่าวๆว่า “ล้อชนิดนี้ถูกออกแบบให้มีวัสดุที่มีความยืดหยุ่นสวมเข้าไปคั่นกลางระหว่างดุมล้อและก้านล้อ” ซึ่งจะเห็นใด้ในรูปแบบตัดกลางที่อยู่ด้านล่างนี้ (จากข้อมูลไม่ได้ระบุว่าเป็นชิ้นส่วนใด แต่ผู้เขียนคาดว่าจะเป็นชิ้นส่วนที่ 2 ดังที่ระบุไว้ในรูป) วัสดุดังกล่าวจะถูกติดตั้งแบบตายตัวไว้ระหว่างก้านล้อและดุมล้ออย่างที่บอกไปเบื้องต้น (วัสดุดังกล่าวไม่ได้ยืดหยุ่นมากมายอะไรนักเพื่อความเสถียรในเบื้องต้น โดยคาดว่าจะเป็นยางแบบพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ) ส่วนเพลาล้อเป็นเหล็กหล่อแบบที่ใช้ในรถทั่วไป แต่ถูกออกแบบให้ยาว(มาก)เป็นพิเศษ แต่จากข้อมูลในสิทธิบัตรนั้น ไม่ได้ระบุไว้ว่าทำไมมันถึงเป็นแบบนั้น แต่อาจจะเป็นไปได้ว่าเพื่อให้ตัวล้อมีพื้นที่เคลื่อนไหวไปมามากขึ้นขณะเทโค้ง อธิบายเพิ่มเติมกันสักนิด สำหรับคำว่า “ล้อสับขณะเทโค้ง” โดยปกติแล้วรถมอเตอร์ไซค์ที่เราใช้กันนั้น จะมีโช๊คอัพหน้าหลังมาคอยซับแรงกระแทกที่เกิดขึ้นจากพื้นผิวขรุขระของพื้นถนน ซึ่งเมื่อลองสังเกตุดีๆแล้ว มันจะรับแรงกระแทกได้แค่แนวตั้งหรือตามแกนตั้งฉากพื้นโลกเท่านั้น แต่เมื่อเราเริ่มเทโค้งหรือเอียงรถมากขึ้นเรื่อยๆ มุมของแนวแรงกระแทกจะเริ่มออกจากแนวรับแรงของโช๊คมากขึ้นเรื่อยๆ (งงมั้ย) โดยเฉพาะการเอียงรถที่มากกว่า 45 องศาขึ้นไป จะยิ่งเห็นชัดว่าแรงกระแทกที่เกิดจากพื้นผิวถนนตอนต้นนั้นแทบจะไม่ตรงกับแนวโช๊คเลย เพราะมันเป็นแรงที่ขึ้นลงตั้งฉากกับพื้นโลก ในขณะที่แนวที่ต้องรับแรงของโช๊คนั้นทแยงออกไปทางอื่น และเมื่อถึงจุดที่โช๊คไม่สามารถทำมุมให้รับแรงกระแทกเหล่านั้นได้…
TVS เปิดมอเตอร์ไซค์อีกรุ่นพื้นฐานรถ Apache 200cc ในชื่อ TVS Apache RTR Adventure 200 รุ่นใหม่ ซึ่งวางโชว์ตัวในดีลลเรอ์อินเดียแล้ว โดยก่อนหน้านี้มีรถแนวสปอร์ตไบค์อีกรุ่นถูกตั้งแสดงอยู่ที่ร้านไปก่อนหน้าไม่นานมานี้ ทั้งสองรุ่นใช้พื้นฐานโครงสร้างจาก TVS Apache 200 ซึ่งเป็นรถแนวแน็คเก็ตไบค์ ที่ใช้เครื่องยนต์ 4 จังหวะ สูบเดียว ขนาด 197.75cc 4 วาล์ว สามารถผลิตแรงม้าได้ 20 Bhp ที่ 8,500 รอบต่อนาที น้ำหนักรวมอยู่ที่ 149 กิโลกรัม และถูกปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลายส่วนเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งาน TVS Apache RTR Adventure 200 ถูกเปลี่ยนชุดแฟริ่งด้านหน้าใหม่ ติดตั้งวินซิลด์ทรงสูง มาพร้อมช่องจ่ายไฟ 12V และจอ LCD Digital แฮนด์บาร์ยกสูง มาพ้อมการ์ดแฮนด์…
Indian Motorcycle เผยภาพเครื่องยนต์ใหม่ล่าสุด ซึ่งออกแบบมาเพื่อนำไปติดตั้งกับรถแนว Flat-Tracker รุ่นใหม่ที่จะเปิดตัวในอีกไม่นานนัก เครื่องยนต์ที่เห็นอยู่นี้ เป็นเครื่องยนต์แบบ V-Twin ทำมุมกัน 53 องศา แคมคู่ (DOHC) 4 วาล์ว ต่อลูกสูบ ระบายความร้อนด้วยน้ำ ใช้ลูกสูบ ขนาด 88 มิลลิเมตร และมีช่วงชัก 61.5 มิลลิเมตร พร้อมกำลังอัดที่สูงถึง 14 : 1 ซึ่งเมื่อคำนวนความจุแล้วจะอยู่ที่ราวๆ 750cc กำลังสูงสุดที่ทำได้คือ 109 bhp ที่ 10,000 รอบต่อนาที ในขณะที่รอบเครื่องสูงสุดนั้นอยู่ที่ 11,400 รอบต่อนาที ทาง Indian ยังให้ข้อมูลอีกว่า ตัวเสื้อสูบจะทำมุมไปด้านหลังเล็กน้อยคือราวๆ 20 องศา (วัดจากระยะกึ่งกล่างระหว่างเสื้อสูบ) เพื่อให้เครื่องสามารถติดตั้งไปทางด้านหน้ามากขึ้น ซึ่งจะได้ประโยชน์ในการเฉลี่ยน้ำหนัก ที่ส่งผลในเรื่องของความสามารถในการยึดเกาะและการควบคุมที่ดียิ่งขึ้น…
หลังจากที่ Volkswagen ต้องประสบปัญหา “Dieselgate” เนื่องจากพวกเค้าโกงค่าการปลดปล่อยไอเสีย ทำให้เกิดการฟ้องร้องและเรียกคืนรถจำนวนมากเพื่อปรับปรุงคุณภาพ จนเสียงบประมาณในการดำเนินการไปมากมายมหาศาล จึงมีข่าวออกมาว่าพวกเค้าต้องขายบริษัทในเครือออกไปเพื่อนำเงินมาสนับสนุนในส่วนนี้ ซึ่งหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในลิสต์นั้นคือ Ducati อย่างไรก็ตามมันก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือจากสำนักข่าว Spiegel ประเทศเยอรมัน และถูกลงในหนังสือพิมพ์ธุรกิจของประเทศอิตาลีบางส่วนเท่านั้น ว่าบริษัทแรกๆที่ถูกพิจารณาให้ขายออกไปนั้นคือ Man AG บริษัทที่เน้นในเรื่องของเครื่องยนต์ดีเซลขนาดใหญ่ และอีกบริษัทคือ Ducati ส่วนบริษัทที่ยังไงก็ไม่ขายออกไปคือ Lamborghini ค่ายซุปเปอร์คาร์ชื่อดังจากอิตาลี ในวันที่ 22 มิถุนายนที่จะถึงนี้ จะเป็นวันประชุมเพื่อหาทางออกโดยกลุ่มหุ้นส่วนใหญ่ของ Volkswagen Group เพื่อหารือในเรื่องของแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงบทสรุปว่าจะขาย Ducati เพื่อหาเงินทุนเพิ่มหรือไม่ สำหรับ Ducati Motor นั้นถูกซื้อโดย Volkswagen Group เมื่อปี 2012 ด้วยมูลค่าการตลาดที่สูงถึง 870 ล้านยูโร หรือราวๆ 34,000 ล้านบาท โดยหลังจากที่ถูกย้ายเข้ามาในร่มเงาของเครือบริษัทดังกล่าวแล้ว ทาง Ducati…
มีข้อมูลอัพเดทล่าสุดเข้ามาว่า เจ้า Suzuki Hayabusa Gen 3 ที่กำลังจะเปิดตัวในเวลาอันใกล้ นอกจากการเพิ่มกำลังของเครื่องยนต์โดยการ พ่วงระบบอัดอากาศหรือยัดระบบวาล์วแปรผันแล้ว ทาง Suzuki ยังเลือกที่จะ ทำการลดน้ำหนักครั้งใหญ่ เพื่อให้มันเป็น “เหยี่ยว(อ้วน)” ที่พลิ้วและปราดเปรียวมากขึ้น จากสิทธิบัตรล่าสุดที่เราจะนำมาวิเคราะห์ให้ได้รับชมกันในครั้งนี้ เนื้อหาหลักๆในสิทธิบัตรใบนี้กล่าวถึงตัวเมนเฟรมหรือโครงรถโดยเฉพาะ ซึ่งเมื่อลองสังเกตุในภาพจะเห็นว่าตัวเฟรมจะถูกแบ่งออกเป็น 3 ชิ้นส่วนหลักๆ นั่นคือเลข 3, 4 และ 5 เริ่มจากชิ้นส่วนเลข 3 นั่นคือส่วนหน้าสุดของเฟรม ซึ่งเป็นจุดที่ต้องติดตั้งชุดระบบกันสะเทือนด้านหน้า โดยจะออกแบบให้เป็นแบบ Cross-Bracing หรือทรงกากบาท ไม่ใช่ทรงตัน(จะสังเกตุว่ามีช่องว่างเล็กน้อยตรงกลาง) เพื่อความคงเบา แต่ยังสามารถรับแรงกระทำจากโช๊คหน้าได้ดี ในส่วนของชิ้นส่วนเลข 4 ถูกผลิตขึ้นจากเหล็กหล่อทนแรงบิดสูง ซึ่งจะเป็นส่วนที่ออกแบบให้แข็งแรงเป็นพิเศษกว่าส่วนอื่น เพราะต้องทำหน้าที่เป็นจุดยึดให้กับตัวเครื่อง แน่นอนว่าแรงสั่นที่เกิดจากเครื่องยนต์บวกกับน้ำหนักของมันนั้นไม่ใช่น้อยๆเลย และในขณะเดียวกันยังต้องเป็นตัวเชื่อมระหว่างชุดเฟรมด้านหน้า (เลข 3) และชุดเฟรมด้านหลัง (เลข 5) ซึ่งถ้ามีแรงที่ถูกส่งมาจากสองชิ้นส่วนนี้ ตัวเฟรมส่วนที่…
ภาพที่เห็นกันอยู่ในตอนนี้คงเป็นสิ่งที่นักบิดหลายคนอยากจะให้มันเกิดขึ้นจริงสักครั้ง กับ Kawasaki 250R ที่พ่วงระบบซุปเปอร์ชาร์จแบบเดียวกับรุ่นใหญ่อย่างเจ้า H2 และ H2R โดยรถคันดังกล่าวเป็นรถที่ทำขึ้นมาเพื่อแข่งขัน โดยเฉพาะ จากทีม Trick Star Racing ที่เคยประสบความสำเร็จในการปั้นเจ้า H2R TrickStar ให้มีความเร็วสูงสุดแตะ 385 กิโลเมตร/ชั่วโมง มาแล้ว นับเป็นเรื่องน่าสนใจอย่างมาก ว่าทำไมพวกเค้าจึงเลือกที่จะสร้างรถคันนี้ขึ้นมา โดยในขณะนี้กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าพวกเค้าได้รับการสนับสนุนหรือผลักดันโดยตรงจาก Kawasaki อีกทอดนึงก็เป็นได้ เพื่อให้ตัว Ninja 250R(300R) รุ่นใหม่ ที่มีข่าวว่าจะทำการ Model Change และเปิดตัวในปี 2017 มีกำลังมากพอ(หรืออาจจะมากเกินด้วยซ้ำ) สามารถต่อกรณ์กับคู่แข่งในคลาส 250-300cc ที่ต่างก็เตรียมงัดไม้เด็ดมาฟัดกันอย่างเต็มที่ สำหรับคู่แข่งสำคัญๆ ที่มีข่าวว่าจะเปิดตัวแบบ All New ในปี 2017 เหมือนกันนั้น ประกอบไปด้วย Honda CBR250RR(350RR), Suzuki…
Harley-Davidson เตรียมวางจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในอีกห้าปีข้างหน้า โดยเป็นข้อมูลที่ได้รับการเปิดเผยจากผู้บริหารระดับสูงของบริษัท Sean Cumming โดยตรงขณะให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าว Milwaukee Business Journal อันที่จริงแล้วเมื่อราวๆ 2 ปีก่อนทาง Harley เคยเปิดตัว LiveWire project ซึ่งเป็นคอนเซปท์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ราวๆ 148 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีอัตราเร่งจาก 0-96 กิโลเมตร/ชั่วโมง ภายในระยะเวลา 4 วินาที จากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ 3 เฟส ปั่นแรงม้าสูงสุดได้ 55 กิโลวัตต์ หรือ 74 แรงม้า ส่วนแรงบิดสูงสุดนั้นอยู่ที่ 70.5 นิวตันเมตร และมีระยะทางการขับขี่ไม่ต่ำกว่า 80 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง แต่หลังจากเปิดตัวครั้งนั้น ก็ไม่มีข่าวเพิ่มเติมอะไรอีกเลยจากทางค่าย จนกระทั่งวันที่ 7 มิถุนายนที่ผ่านมาสำนักข่าวดังกล่าวได้มีการลงข่าวว่าในขณะนี้ทาง Harley กำลังอยู่ในระหว่างพัฒนาตัวรถเวอร์ชั่นขายจริงของเจ้า LiveWire หลังจากที่พวกเขาได้อนุมัติให้เริ่มทำการวิจัยและพัฒนามอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าขึ้น จนทางค่ายต้องควานหาวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญเพื่อมาทำงานนี้โดยเฉพาะ…