ผ่านไปเกือบ 2 เดือนนับตั้งแต่ที่รถมอเตอร์ไซค์แบรนด์ Bajaj ได้ถูกเปิดตัวในประเทศไทย ในที่สุดทางผู้บริหารก็ได้เปิดให้เหล่าสื่อมวลชนได้ทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ของพวกเขาเป็นครั้งแรกแบบครบทั้ง 4 รุ่น ได้แก่ Bajaj Pulsar NS160, Bajaj Pulsar NS200, Bajaj Pulsar RS200, และ Bajaj Pulsar Dominar 400 ซึ่งสัมผัสที่ได้จากการขี่รถมอเตอร์ไซค์น้องใหม่เหล่านี้ ในแบบ First Impression Riding-Trip รีวิว Bajaj จะเป็นอย่างไรบ้าง เรามาเริ่มกันเลยครับ
*การรีวิวในครั้งนี้จะเน้นพูดถึงความรู้สึกที่ได้จากการใช้งานเป็นหลัก ไม่เน้นการไล่รายละเอียดถึงดีไซน์หรือหน้าตารอบคัน
1. Bajaj Pulsar NS160 (ราคา 69,800 บาท)
รถมอเตอร์ไซค์แนวสตรีทเนคเก็ทไบค์ที่เล็กที่สุดของการ รีวิว Bajaj ที่วางจำหน่ายในตอนนี้ ซึ่งในเบื้องต้นด้วยขนาดตัวที่ค่อนข้างเล็กมิติด้านกว้างแทบไม่ต่างจากเนคเก็ทไบค์ในคลาส 150cc และมีความสูงเบาะที่เตี้ยกว่า ประกอบกับเบาะนั่งที่บุมาค่อนข้างหนา และพักเท้าที่อยู่ในระนาบกำลังดีไม่สูงไม่เตี้ย และไม่ยื่นไปข้างหน้า หรือถอยไปข้างหลังจนเกินไป (อยู่ในตำแหน่งกลางๆ) จึงทำให้ผู้ขี่ที่สูงไม่ถึง 170 เซนติเมตรสามารถนั่งขี่ได้สบายๆทั้งการขี่ในระยะใกล้และไกล
ขณะที่แฮนด์บาร์เองก็มีความกว้างที่กำลังดี สามารถใช้แขนดึงเพื่อเลี้ยวซ้าย/ขวาได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยที่ระยะปลายแฮนด์เองก็ไม่ได้กว้างจนมุดยากในช่วงการจราจรติดขัดแต่อย่างใด เว้นเพียงเรื่องกระจกแฮนด์ที่อาจจะต้องระวังไปเกี่ยวกับกระจกรถข้างรถกระบะเล็กน้อย นอกจากนี้ด้วยน้ำหนักตัวที่เบาเพียง 151 กิโลกรัม กับการเซ็ทองศาแผงคอที่ไม่ชันเท่าไหร่นัก จึงทำให้การพลิกเลี้ยวอาจไม่ไวหรือพลิ้วเหมือนเน็คเก็ทไบค์ค่ายญี่ปุ่น แต่ก็ให้ความมั่นคงที่มากกว่าแทน ซึ่งก็ถือว่าแลกกันไป
ด้านระบบกันสะเทือนที่เป็นแบบโช้กตะเกียบคู่หัวตั้ง และระบบกันสะเทือนด้านหลัง ที่เป็นแบบโช้กแก๊สเดียว ปรับเซ็ทความแข็งอ่อนได้ ก็ถูกเซ็ทเดิมๆออกโรงงานมาให้สามารถซับแรงได้ค่อนข้างดีกว่าที่คาดไว้พอสมควร เว้นเพียงตอนขี่ไปเจอถนนที่เป็นร่องหลุมลึกๆ หรือฝาท่อสูงๆจากพื้นถนนขึ้นมา ตัวผู้ขี่อาจจะรู้สึกถึงแรงกระแทกขึ้นมาได้อยู่บ้าง
และในด้านการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูงเองก็ดีกว่าที่คิดเช่นกัน ตัวโช้กไม่ค่อยออกอาการย้วยเท่าไหร่นักทั้งด้านหน้าและด้านหลังแม้ตัวผู้ทดสอบจะหนักถึง 90 กว่ากิโลกรัมก็ตาม ส่วนระบบเบรกเองก็ทำงานได้กำลังดีไม่ได้หนึบจนกำแล้วจับสนิททันที แต่ก็มีน้ำหนักและความนุ่มนวลที่เหมาะสมกับความเร็วของตัวรถแล้ว ถือว่าเอาอยู่หายห่วง
ฝั่งเครื่องยนต์ของ NS160 ที่เป็นแบบสูบเดียว แคมเดี่ยว 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยอากาศ/ออยล์คูลเลอร์ และใช้หัวเทียน 2 หัว ความจุ 160.3cc นั้น ก็มีการเคลมแรงม้าสูงสุดไว้ 17.2 PS ที่ 9,000 รอบ/นาที กับแรงบิดอีก 14.2 นิวตันเมตรที่ 7,250 รอบ/นาที ซึ่งจากการใช้งานผู้ทดสอบพบว่านิสัยของเครื่องยนต์บล็อคนี้ ไม่ได้มีแรงต้นที่กระชากออกจากหยุดนิ่งมากมายเท่าไหร่นัก แต่จะค่อนไปทางนุ่มนวล และเน้นการไล่รอบที่สม่ำเสมอต่อเนื่องไปจนถึงเรดไลน์ที่ราวๆ 10,000 รอบ/นาที มากกว่า
สำหรับความเร็วสูงสุดตอนรอบตัดที่เกียร์ 6 ก็อยู่ที่ประมาณ 132 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามเรือนไมล์ แต่กว่าจะไล่ขึ้นได้ก็ต้องหมอบขี่ให้สุดเพื่อหลบลมและค่อนข้างใช้เวลาและระยะทางอยู่พอสมควร ดังนั้นถ้าหากเพื่อนๆจะนำมาใช้งานในการขี่ระยะไกลก็อาจจะเหนื่อยกับกำลังเครื่องหน่อย ทว่าถ้าจะเน้นการใช้งานในเมือง ในเรื่องความคล่องตัวและสมรรถนะของระบบเบรกกับช่วงล่างของรถถือว่ากำลังดี แต่เราขอแนะนำให้ทดสเตอร์หลังเพิ่มอีกสัก 1-2 ฟัน เพื่อให้อัตราเร่งจี๊ดจ๊าดติดมือมากขึ้น รับรองได้เลยว่ามันจะเป็นรถอีกคันที่ขึ้นสนุกขึ้นอีกโข (ส่วนการเก็บค่าอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงไม่สามารถทำได้เนื่องจากทาง Bajaj เติมน้ำมันให้ทั้งทริป)
2. Bajaj Pulsar NS200 (ราคา 79,800 บาท)
ต่อมาก็คือเนคเก็ทไบค์อีกคันที่เป็นรุ่นพี่ใหญ่ขึ้นมาอีกหนึ่งระดับของ NS160 คันก่อนหน้า ซึ่งหากมองโดยผิวเผินแล้ว เราจะเห็นได้ว่าเปลือกนอกของมันนั้นจะเหมือนกับรุ่นน้องทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ในเรื่องของตำแหน่งแฮนด์บาร์, เบาะนั่ง, และพักเท้า ดังนั้นในเรื่องของท่านั่งจึงไม่มีความแตกต่างกันเลยระหว่างสองโมเดลนี้
แม้แต่ในส่วนของระบบกันสะเทือนของตัว NS200 เอง ก็ยังคงเป็นแบบตะเกียบคู่หัวตั้งด้านหน้า และแบบโช้กแก๊สเดี่ยวเช่นกันกับรุ่นเล็ก แต่จากการขี่ทดสอบพบว่าทาง Bajaj ได้เซ็ทอัพการทำงานระบบกันสะเทือนทั้งด้านหน้าและด้านหลังของเจ้าเนคเก็ทไบค์คันนี้ ให้มีความนุ่มและหนืดมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ช่วยให้ตัวรถมีความมั่นคงยิ่งขึ้นทั้งในตอนที่เข้าโค้งด้วยความเร็วสูงๆ หรือตอนต้องพลิกเลี้ยวมุดเข้าช่องจราจรแคบๆ จึงยิ่งทำให้ประทับใจมากขึ้นไปอีกสำหรับรถมอเตอร์ไซค์จากแบรนด์นี้ เรียกได้ว่าดีไม่แพ้ค่ายญี่ปุ่นเลยทีเดียว ในเรื่องของการซับแรง, สมดุลและความหนึบไปกับโค้ง
และด้วยความที่ทาง Bajaj เลือกอัพเกรดระบบเบรกด้านหน้าของ NS200 ให้ดีขึ้นกว่าของ NS160 ด้วยการขยายขนาดจานเบรกขึ้นจาก 260 มิลลิเมตร เป็น 300 มิลลิเมตร บวกกับเปลี่ยนชุดคาลิปเปอร์เบรกใหม่ให้เป็นแบบที่มีขนาดลูกสูบใหญ่กว่า แถมยัง OEM หรือผลิตโดยทาง Brybe ซึ่งเป็นซับแบรนด์ของ Brembo และอันที่จริงก็เป็นแบรนด์เดียวกันกับที่ทำเบรกให้กับ KTM รุ่นเล็ก จึงทำให้การหยุดชะลอรถนั้นถือว่าทำได้อยู่หมัด ไร้กังวล ไม่พบอาการเบรกทื่อ หรือเบรกแล้วไหลวืดออกไปเลยสักนิด นอกจากนี้ ด้วยความที่ระบบ ABS ที่เพิ่มขึ้นมา ก็ยังทำงานของ ABS เนียนใช้ได้เลยทีเดียว แทบไม่เจออาการก้านเบรกทั้งที่มือขวา(เบรกหน้า) และขาขวา(เบรกหลัง) สู้มืออย่างรุนแรงจนต้องปล่อยเพื่อกันเบรกดีดกลับแต่อย่างใด
ส่วนในฝั่งเครื่องยนต์ ที่เป็นบล็อคสูบเดียว แคมเดี่ยว 4 วาล์ว เช่นกัน แต่เปลี่ยนมาใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ และใช้หัวเทียน 3 หัว พร้อมเพิ่มความจุเป็น 199.5cc ก็มีการเคลมแรงม้าสูงสุดไว้ 24.5 PS ที่ 9,750 รอบ/นาที กับแรงบิดอีก 18.5 นิวตันเมตรที่ 8,000 รอบ/นาที ซึ่งจากการใช้งาน เราพบว่าอัตราเร่งในช่วงต้นของมันยังไม่ค่อยติดมือเท่าไหร่นัก ยังคงออกไปทางนุ่มนวลเช่นเดียวกันกับ NS160 จึงอาจจะไม่ถุกใจเพื่อนๆที่เป็นสายเปิดกระแทกคันเร่งเท่าไหร่นัก
แต่ถ้าหากลองบิดลากรอบมาจนถึงราวๆ 5,000 รอบ/นาทีแล้ว เราจะรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าเรามีกำลังในมือให้เล่นมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงรอบเคร่ื่องยนต์ระหว่าง 7,500 รอบ/นาที – 10,000 รอบ/นาที ถือว่าเป็นย่านที่บิดได้ติดมือ และสนุกมากในการเล่นรอบกับเจ้า NS200 คันนี้ จะติดเล็กน้อยก็แค่เพียงหากบิดขึ้นไปจนถึง 10,500 รอบ/นาที กล่อง ECU ก็จะตัดรอบแล้ว ซึ่งน่าเสียดายมากทั้งๆที่ตอนขี่ผู้ทดสอบรู้สึกได้ว่ามันยังน่าจะไปต่อได้อีก ขณะที่ความเร็วสูงสุดตามเรือนไมล์ก็ค่อนข้างประทับใจ เพราะโชว์ตัวเลขไว้ที่ 148 กิโลเมตร/ชั่วโมง แบบมาง่ายๆไม่ต้องเค้นให้วุ่นวายเลย
3. Bajaj Pulsar RS200 (ราคา 89,800 บาท)
ด้านในฝั่ง Pulsar RS200 อันที่จริงก็ใช้พื้นฐานโครงสร้างตัวรถเดียวกันกับ NS200 แต่อันที่จริงจะมีการปรับเปลี่ยนชิ้นส่วนใหญ่ๆหลายจุดด้วยกัน โดยเฉพาะกับชิ้นบอดี้พาร์ทรอบคันที่ทำให้มันเปลี่ยนจากเนคเก็ทไบค์กลายเป็นสปอร์ตไบค์ รวมถึงปรับดีไซน์ของเบาะนั่งทั้งผู้ขี่และผู้ซ้อนใหม่ ขณะที่แฮนด์บาร์เอง หากไม่สังเกตก็ไม่ทราบเลยเช่นกันว่ามันต่างกัน
ดังนั้นความรู้สึกตอนนั่งคร่อมของผู้ทดสอบ จึงพบว่าการวางแขนตอนขี่เจ้า RS คันนี้ จะกางแขนน้อยกว่าตัว NS ประมาณหนึ่ง และจะต้องโน้มตัวไปข้างหน้ามากกว่า แต่แค่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนลำตัวท่อนล่างยังคงคล้ายๆกับตอนขี่ NS เพียงแต่จะถอยก้นได้น้อยกว่า เนื่องจากเบาะนั่งสั้นกว่าเดิม ทว่าในภาพรวมมันก็ยังเป็นท่านั่งที่นั่งขี่ได้สบายๆ ไม่ได้หมอบจ๋า หรือกระทัดรัดจนเกินไปสำหรับผู้ทดสอบที่ตัวค่อนข้างหนา
ทว่าแม้ในส่วนระบบกันสะเทือนหน้า/หลัง ถ้ามองโดยผิวเผินแล้ว ตัว RS200 จะใช้ระบบกันสะเทือนเหมือนกันกับ NS200 แต่การเซ็ทติ้งของตัวสปอร์ตไบค์ จะมีความแข็งขึ้นกว่าตัวเนคเก็ทไบค์ชัดเจน แม้แต่แนวโช้กหน้าเองก็ดูเหมือนจะชันกว่าเล็กน้อย ระยะฐานล้อเองก็สั้นกว่าเช่นกัน โดยในฝั่ง NS200 จะมีระยะฐานล้อ 1,363 มิลลิเมตร และ RS200 จะมีระยะฐานล้อ 1,345 มิลลิเมตร
ทำให้เวลาพลิกเลี้ยวตัว RS จะทำได้ไวกว่า NS พอประมาณ ส่วนการเข้าโค้งแรงๆตัวรถจะมีความคมและนิ่งกว่าเช่นกัน แต่เวลาเจอหลุมหรือร่องถนนต่างๆขึ้นมา แรงกระแทกก็จะส่งมาถึงผู้ขี่มากกว่าแทน ทว่าถ้าให้เทียบกับรถสปอร์ตไบค์พิกัด 150cc เจ้าอื่น ระบบกันสะเทือนของ RS200 ก็ยังจัดว่ามีความนุ่มและหนืดกว่าอยู่ดี ส่วนในเรื่องระบบเบรกของตัวสปอร์ตไบค์คันนี้พบว่าไม่มีความแตกต่างจากตัวเนคเก็ทไบค์คู่แฝดของมันเลยแม้แต่น้อย
สุดท้ายคือในเรื่องของเครื่องยนต์ RS200 ที่แม้จะเป็นบล็อคเดียวกับกับ NS200 เป๊ะๆ และยังเคลมแรงม้าสุงสุดเท่ากันคือ 24.5 PS ที่ 9,750 รอบ/นาที แต่แรงบิดของมันนั้น ทาง Bajaj ได้เคลมไว้ว่าพวกเขาได้ปรับจูนให้มันสามารถทำตัวเลขได้สูงกว่าแฝดร่างเนคเก็ทเล็กน้อย นั่นก็คือเพิ่มจาก 18.5 นิวตันเมตร เป็น 18.7 นิวตันเมตร ที่รอบเท่ากันคือ 8,000 รอบ/นาที
ซึ่งจากการปรับจูนเช่นนี้ จึงทำให้การตอบสนองเครื่องยนต์ต่อคันเร่งของตัว RS200 จะมีความกระแทก และพุ่ง NS200 อยู่ประมาณหนึ่ง แถมย่านกำลังที่เรียกใช้แล้วติดมือจริงๆก็ยังมาให้รู้สึกตั้งแต่ช่วง 7,000 รอบ/นาทีขึ้นไป ไม่ต้องมารอให้ถึง 7,500 รอบ/นาที เหมือนตัว NS ทว่าในส่วนของความเร็วปลายตอนรอบคัดที่ประมาณ 10,500 รอบ/นาที กลับกลายเป็นว่ามันไปสุดแค่เพียง 145 กิโลเมตร/ชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าฝั่งเนคเก็ทไบค์ที่ทำตัวเลขได้ 148 กิโลเมตร/ชั่วโมงอย่างน่าสงสัย
4. Bajaj Dominar 400 (ราคา 115,000 บาท)
ถึงคิวของพี่ใหญ่ Dominar 400 ที่ไม่ได้ใช้พื้นฐานตัวรถร่วมกับรุ่นน้องใดๆเลยทั้งสิ้น และด้วยขนาดตัวที่ใหญ่ขึ้นกว้าน้องๆพอสมควร บวกกับแครชบาร์ขนาดใหญ่ที่ติดมาให้ด้วย จึงทำให้หากต้องมุดแล้วเทียบความรู้สึกกับรถมอเตอร์ไซค์ค่ายๆอื่นๆก็จะพบว่ามันมีมิติที่อยู่กึ่งกลางระหว่างเนคเก็ทไบค์ 2 สูบเรียง 400cc กับ 2 สูบเรียง 650cc เลยทีเดียว
ขณะที่ในด้านท่านั่งหากเป็นลำตัวท่อนล่างก็ยังจัดว่าออกแบบมาให้ผู้ขี่วางขาได้อย่างเป็นธรรมชาติอยู่ดี ทั้งในเรื่องความสูง ความกว้าง และการยื่นไปข้างหน้า/ข้างหลัง รวมถึงเบาะผู้ขี่ที่กว้างและนุ่มรับกับช่วงบั้นท้ายผู้ขี่ได้เป็นอย่างดี ทว่าในฝั่งตำแหน่งแฮนด์บาร์นั้น ทาง Bajaj กลับออกแบบให้มันมีความแหงนขึ้น และผู้ขี่ต้องโน้มตัวไปข้างหน้าพร้อมกางศอกออกเล็กน้อยถึงจะเหมาะกับการควบคุมมันได้อย่างคล่องตัว ดังนั้นสำหรับผู้ขี่มือใหม่จึงอาจจะต้องปรับตัวเข้าหาเจ้า Dominar 400 คันนี้สักหน่อยในฝั่งท่านั่ง
ด้านระบบกันสะเทือนของ Dominar 400 ที่ให้มาแบบด้านหน้าตะเกียบคู่หัวกลับขนาดแกนใหญ่ถึง 41 มิลลิเมตร และระบบกันสะเทือนหลังโช้กแก๊สเดี่ยวทำงานร่วมสวิงอาร์มแขนคู่ ในภาพรวมทาง Bajaj ก็เซ็ทมาค่อนข้างแข็งเล็กน้อยทั้งในส่วนของโช้กหน้า/โช้กหลัง และหากต้องสาดโค้งแรงๆบนทางเรียบตัวโช้กก็ยังสามารถยืด/ยุบได้หนืดเกาะไปกับโค้งดีใช้ได้ ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะยางติดรถที่ให้มานั้นคือยาง Michelin Road 5 ด้วย
ฝั่งระบบเบรกที่ Bajaj ให้มากับตัว Dominar 400 หากเป็นด้านหลังก็จะเป็นดิสก์เบรกเดี่ยวขนาด 230 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับโฟลทติ้งเมาท์คาลิปเปอร์สูบเดียวขนาดใหญ่ แต่ในฝั่งด้านหน้าถึงจะเป็นแบบดิสก์เดียวเช่นกันแต่ก็ให้ขนาดจานใหญ่ถึง 320 มิลลิเมตร และทำงานร่วมกับปั๊มเรเดียลเมาท์ 4 พอร์ท จาก Brybe พร้อมเสริมด้วยสายถัก ดังนั้นประสิทธิภาพในเรื่องการหยุดชะลอตัวรถตึงหายห่วง เอาอยู่กับความแรงและน้ำหนักตัวรถรวมของเหลวแต่ไม่รวมผู้ขี่ที่ 187 กิโลกรัมได้อยู่หมัดแน่นอน ส่วนระบบ ABS ที่ให้มาก็ยังทำงานเนียนเช่นเดิมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไม่มีอาการดีดสู้มือจนต้องปล่อยเบรกก่อนสักเล็กน้อยเพื่อแก้ทางแต่อย่างใด
และสุดท้ายคือประเด็นในเรื่องเครื่องยนต์ของ Dominar 400 ที่เป็นแบบสูบเดียว DOHC 4 วาล์ว 3 หัวเทียน ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาดความจุ 373.3cc กำลังสูงสุด 40 PS ที่ 8,800 รอบ/นาที แรงแรงบิดสูงสุดอีก 35 นิวตันเมตร ที่ 6,500 รอบ/นาที ซี่งอันที่จริงก็เป็นเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกันกับ KTM Duke 390/RC390 ที่เรารู้จักกันดี
ดังนั้นจึงทำให้คาแรคเตอร์ของเครื่องยนต์ที่อยู่ในเจ้า Dominar 400 คันนี้ ค่อนข้างมีความคล้ายคลึงกับของรถค่ายส้มอยู่พอสมควร โดยเฉพาะในเรื่องของอัตราเร่งและความติดมือในย่านกล่าง-สูง ถือว่าเป็นข้อดีอย่างมากเพราะช่วยให้การขับขี่มีความสนุกยิ่งขึ้นในเวลาออกตัวจากหยุดนิ่ง หรือเร่งออกจากโค้ง เว้นแค่เพียงแรงต้นที่ดูจะนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย แต่ก็ยังถือว่าเป็นเนคเก็ทไบค์พิกัดไม่เกิน 400cc ที่มีต้นจัดไม่แพ้ใครอยู่ดี ส่วนในเรื่องความเร็วสูงสุดจากการทดสอบในทริปนี้ ก็อยู่ที่ 177 กิโลเมตร/ชั่วโมง ตามเรือนไมล์ ซึ่งก็ไม่ใช่ความเร็วสูงสุดที่ทำได้ยากเย็นเท่าไหร่นัก และอันที่จริงก็ดูเหมือนว่าจะยังไหลต่อขึ้นไปได้อีกนิดด้วย เพียงแต่สุดถนนก่อนก็เท่านั้น
สรุป รีวิว Bajaj จากการทดสอบรถมอเตอร์ไซค์ทั้ง 4 รุ่นในครั้งนี้ ในความเห็นของผู้ทดสอบจากทีมงาน MotoRival ถือว่าทั้ง Pulsar NS160, Pulsar NS200, Pulsar RS200, และ Dominar 400 นั้น ต่างก็ให้สมรรถนะในทุกๆจุดที่ดีเกินคาดไปพอสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของระบบกันสะเทือนที่เราต้องบอกว่าอยากให้เพื่อนๆได้ลองขี่ดูสักครั้งมากๆ ขณะที่ประสิทธิภาพของตัวรถในด้านอื่นๆเองก็ทำได้ค่อนข้างสมราคา ที่เหลือก็คือการทดสอบแบบระยะยาว เพื่อพิสูจน์ว่า รถมอเตอร์ไซค์จากอินเดียแบรนด์นี้ จะถึก ทน สมคำร่ำลือหรือไม่ ? ซึ่งถ้าหากเราได้มีโอกาสนำรถมาทำฟูลรีวิวเมื่อไหร่ล่ะก็ เราจะรีบอัพให้เพื่อนๆได้รับชมกันโดยเร็วที่สุดครับ
อ่านรีวิว อื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่นี่
อ่านข่าว Bajaj เพิ่มเติมได้ที่นี่
เพื่อนๆ Bikers สามารถติดตามข่าวสารวงการล้อ ได้ทางแฟนเพจ MotoRival ของเราครับ